พระราชวังแวร์ซายส์ (Palace of Versailles) สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศฝรั่งเศส พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองแวร์ซายส์ ไม่ไกลจากกรุงปารีส และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรมยุโรป
ความโดดเด่นของพระราชวังไม่ได้อยู่เพียงความงดงามของอาคารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของราชวงศ์ฝรั่งเศสในอดีต โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV)
ปัจจุบัน พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฝรั่งเศส และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO


ประวัติความเป็นมา
เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงที่ประทับสำหรับการล่าสัตว์ของราชวงศ์ฝรั่งเศส ต่อมา พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีพระราชดำริให้ขยายพื้นที่และพัฒนาให้กลายเป็นพระราชวังขนาดใหญ่
การก่อสร้างและปรับปรุงดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนแวร์ซายส์กลายเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและราชสำนักของฝรั่งเศส
ในปี ค.ศ. 1682 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงย้ายราชสำนักจากปารีสมายังแวร์ซายส์ ทำให้พระราชวังแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศและชีวิตของราชวงศ์
ด้วยเหตุนี้ แวร์ซายส์จึงไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับของกษัตริย์ แต่ยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนอำนาจและความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฝรั่งเศสในยุคนั้น
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับการสร้างพระราชวังแวร์ซายส์
เมื่อขึ้นครองราชย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หรือ “กษัตริย์สุริยัน” มีพระราชประสงค์ให้แวร์ซายส์เป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ฝรั่งเศส จึงทรงเริ่มขยายพระราชวังครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1661 การก่อสร้างใช้เวลานานกว่า 30 ปี จนกลายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็นต้นแบบของพระราชวังหลายแห่งทั่วโลก
ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชวังแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากนานาประเทศ รวมถึงคณะราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส
หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซายส์ไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์อีกต่อไป และในปี ค.ศ. 1837 พระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1 ได้มีพระราชดำริให้เปลี่ยนพระราชวังแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมมาจนถึงปัจจุบัน
สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่
เมื่อเดินทางมาถึง พระราชวังแวร์ซายส์ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือสถาปัตยกรรมที่มีความหรูหราและอลังการ ตัวพระราชวังมีการตกแต่งอย่างประณีต ทั้งเสา ประติมากรรม ภาพวาด และรายละเอียดทางศิลปะจำนวนมาก รูปแบบสถาปัตยกรรมได้รับการออกแบบให้สะท้อนความมั่งคั่งและอำนาจของราชวงศ์ฝรั่งเศส
นอกจากนี้ การจัดวางอาคารและสวนยังมีความสมมาตรอย่างชัดเจน จึงทำให้ภาพรวมของพระราชวังดูสง่างามและเป็นระเบียบ
ห้องกระจก (The Hall of Mirrors)


หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเที่ยว Palace of Versailles คือ Hall of Mirrors หรือห้องกระจก ห้องแห่งนี้มีความโดดเด่นด้วยกระจกจำนวนมากที่ติดเรียงอยู่บนผนังด้านหนึ่ง ขณะที่อีกด้านเป็นหน้าต่างขนาดใหญ่ที่มองออกไปยังสวนของพระราชวัง
ภายในห้องยังมีโคมไฟระย้าและภาพวาดบนเพดานที่มีรายละเอียดงดงาม ในอดีต ห้องกระจกถูกใช้สำหรับงานพิธีและกิจกรรมสำคัญของราชสำนัก นอกจากนี้ สถานที่แห่งนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นสถานที่ที่มีการลงนามใน สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ค.ศ. 1919 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยุติสงครามโลกครั้งที่ 1
ห้องวีนัส


ห้องวีนัส เป็นอีกหนึ่งห้องที่มีความงดงามโดดเด่น ตกแต่งตามแรงบันดาลใจจาก เทพีวีนัส เทพีแห่งความรักและความงามในตำนานโรมัน
ภายในประดับด้วยประติมากรรมและลวดลายอันวิจิตร รวมถึงพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในรูปแบบจักรพรรดิโรมัน
ในอดีต ห้องแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ต้อนรับพระราชทูตจากนานาประเทศ รวมถึงคณะราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
อุทยานพระราชวังแวร์ซายส์


นอกจากตัวพระราชวังแล้ว สวนแวร์ซายส์ ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด สวนมีพื้นที่กว้างขวางและได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบ มีทั้งสนามหญ้า สระน้ำ น้ำพุ และแนวต้นไม้ที่จัดวางอย่างสมมาตร
การออกแบบสวนสะท้อนแนวคิดของสวนฝรั่งเศสแบบคลาสสิก ซึ่งให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบและความสมดุล เมื่อเดินออกจากพระราชวัง นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสวนและสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากภายในอาคารได้ โดยเฉพาะในวันที่อากาศดี วิวของสวนจะยิ่งสวยงามและเหมาะสำหรับการถ่ายภาพ
พระราชวังแวร์ซายส์กับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี ค.ศ. 1686 พระองค์ทรงส่งคณะราชทูตนำโดย เจ้าพระยาโกษาปาน (ออกพระวิสุทธสุนทร) เดินทางไปยังราชสำนักของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและกระชับความร่วมมือระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
การเข้าเฝ้าของคณะราชทูตสยามสร้างความประทับใจแก่ราชสำนักฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ด้วยเครื่องแต่งกาย ขนบธรรมเนียม และพิธีการอันงดงาม จนกลายเป็นที่กล่าวถึงในสังคมฝรั่งเศสในยุคนั้น มีการบันทึกเหตุการณ์ผ่านภาพวาด เอกสาร และบันทึกของนักประวัติศาสตร์หลายฉบับ ซึ่งยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน
คณะราชทูตสยามได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติภายในพระราชวังแวร์ซายส์ โดยเฉพาะในห้องพิธีการอันโอ่อ่า เช่น ห้องกระจก (Hall of Mirrors) และห้องรับรองต่าง ๆ ที่ใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากนานาประเทศ เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 และเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญที่สะท้อนบทบาทของกรุงศรีอยุธยาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
ความสำคัญของพระราชวังแวร์ซายส์ในประวัติศาสตร์โลก
พระราชวังแวร์ซายส์ไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับของกษัตริย์ฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง การปกครอง และวัฒนธรรมของยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17–18 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ เพื่อรวบรวมอำนาจเข้าสู่ราชสำนักและลดอิทธิพลของขุนนาง ทำให้แวร์ซายส์กลายเป็นต้นแบบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ที่หลายประเทศในยุโรปนำไปศึกษาและปรับใช้
นอกจากความสำคัญด้านการเมืองแล้ว พระราชวังแวร์ซายส์ยังเป็นศูนย์รวมของศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม และสถาปัตยกรรม โดยมีศิลปิน นักออกแบบ และช่างฝีมือชั้นยอดของฝรั่งเศสร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่งดงามจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่าที่สุดของโลก
พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น แหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) โดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศฝรั่งเศส และเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยี่ยมชมหลายล้านคนในแต่ละปี ข้อมูลจาก UNESCO World Heritage Centre
จุดถ่ายภาพยอดนิยมภายในพระราชวังแวร์ซายส์
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน พระราชวังแวร์ซายส์มีมุมถ่ายภาพที่สวยงามมากมาย ได้แก่
- ลานด้านหน้าพระราชวัง ที่โดดเด่นด้วยประตูสีทองอันวิจิตร
- ห้องกระจก (Hall of Mirrors) ที่สะท้อนความหรูหราของราชสำนักฝรั่งเศส
- สวนแวร์ซายส์ (Gardens of Versailles) ที่มีการจัดสวนแบบเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ
- น้ำพุอพอลโล (Apollo Fountain) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14
- คลองใหญ่ (Grand Canal) ที่ทอดยาวกลางอุทยาน เหมาะสำหรับเดินเล่นและชมวิวในช่วงพระอาทิตย์ตก
ทุกจุดล้วนสะท้อนความยิ่งใหญ่ของพระราชวัง และเป็นมุมยอดนิยมสำหรับการถ่ายภาพที่ระลึก
ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเยี่ยมชม
ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายน–มิถุนายน) และฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน–ตุลาคม) ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเที่ยวชมพระราชวังแวร์ซายส์ เพราะอากาศเย็นสบาย สวนดอกไม้กำลังสวยงาม และนักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเท่าช่วงฤดูร้อน
หากเดินทางในช่วงฤดูร้อน นักท่องเที่ยวสามารถชมการแสดง Musical Fountain Show ซึ่งเป็นการแสดงน้ำพุประกอบดนตรีภายในสวนแวร์ซายส์ เพิ่มความงดงามและบรรยากาศแบบราชสำนักฝรั่งเศสได้อย่างน่าประทับใจ
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับพระราชวังแวร์ซายส์
- พระราชวังแวร์ซายส์มีห้องต่าง ๆ มากกว่า 700 ห้อง
- มีหน้าต่างมากกว่า 2,100 บาน
- ภายในมีเตาผิงกว่า 1,300 เตา
- สวนแวร์ซายส์มีพื้นที่กว้างหลายพันไร่ พร้อมต้นไม้หลายแสนต้น
- พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ฝรั่งเศสตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จนถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
- ห้องกระจกเป็นสถานที่ลงนาม สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) เมื่อปี ค.ศ. 1919 ซึ่งยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ
ความน่าสนใจที่หลายคนอาจไม่รู้
- พระราชวังแวร์ซายส์มีพื้นที่รวมกว่า 800 เฮกตาร์ หรือประมาณ 5,000 ไร่
- มีต้นไม้ในสวนมากกว่า 200,000 ต้น
- ภายในสวนมีน้ำพุและสระน้ำกว่า 50 แห่ง
- พระราชวังมีผลงานศิลปะและโบราณวัตถุกว่า 60,000 ชิ้น
- ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากกว่า 7–8 ล้านคน
- พระราชวังแวร์ซายส์เคยเป็นต้นแบบการออกแบบพระราชวังหลายแห่งในยุโรป เช่น พระราชวังเชินบรุนน์ (ออสเตรีย) และพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (รัสเซีย)
บทสรุป
พระราชวังแวร์ซายส์ เป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม เพราะที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสและยุโรป ตั้งแต่ยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 การขยายอำนาจของราชสำนัก ไปจนถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ทุกพื้นที่ล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา ไฮไลต์อย่าง Hall of Mirrors สวนแวร์ซายส์ น้ำพุ และห้องต่าง ๆ ภายในพระราชวัง ล้วนสะท้อนความยิ่งใหญ่ของราชสำนักฝรั่งเศสในอดีต
นอกจากนี้ พระราชวังแวร์ซายส์ยังมีความผูกพันกับประวัติศาสตร์ไทย ผ่านการต้อนรับคณะราชทูตสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงนับเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างไทยและฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน และยังคงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมจนถึงปัจจุบัน
ขอบคุณรูปภาพจาก
commons.wikimedia.org และ facebook/Château de Versailles