ยอดเขาจุงเฟรา Jungfrau ยอดเขางดงามแห่งสวิตเซอร์แลนด์

ยอดเขาจุงเฟรา Jungfrau ยอดเขางดงามแห่งสวิตเซอร์แลนด์

by Grazie Travel

ยอดเขาจุงเฟรา Jungfrau อัญมณีแห่งเทือกเขาแอลป์

หากพูดถึงจุดหมายปลายทางท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักและใฝ่ฝันอยากไปเยือน ยอดเขาแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ในเขต Jungfrau Region รายล้อมด้วยยอดเขาสูง ธารน้ำแข็ง และหุบเขาที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม

พื้นที่แห่งนี้ยังอยู่ในเขต Swiss Alps Jungfrau-Aletsch ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก จึงนับเป็นหนึ่งในภูมิประเทศบนเทือกเขาแอลป์ที่มีคุณค่าทั้งด้านธรรมชาติและความงดงาม

จุดเด่นของการมาเที่ยวจุงเฟราไม่ได้มีเพียงการชมยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางขึ้นสู่ Jungfraujoch – Top of Europe จุดหมายสำคัญที่ตั้งอยู่บนสันเขาระหว่างยอดเขา Jungfrau และ Mönch ที่ระดับความสูงประมาณ 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป

ยอดเขาจุงเฟรา Jungfrau อัญมณีแห่งเทือกเขาแอลป์

อินเทอร์ลาเค่น ประตูสู่ยอดเขาจุงเฟรา

อินเทอร์ลาเค่น (Interlaken) เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ระหว่าง ทะเลสาบทูน (Lake Thun) และ ทะเลสาบเบรียนซ์ (Lake Brienz) โดยมีเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ประตูสู่ยอดเขาจุงเฟรา”

เสน่ห์ของอินเทอร์ลาเค่นอยู่ที่การผสมผสานระหว่างธรรมชาติและบรรยากาศของเมืองตากอากาศ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นบนถนน Höheweg ชมวิวภูเขาที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า แวะร้านค้าและร้านอาหาร หรือเดินทางขึ้น Harder Kulm เพื่อชมวิวเมือง ทะเลสาบ และเทือกเขาแอลป์จากมุมสูง

จากสถานี Interlaken Ost สามารถเดินทางต่อเข้าสู่ Jungfrau Region ได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยัง Grindelwald หรือ Lauterbrunnen ก่อนมุ่งหน้าสู่ Kleine Scheidegg และเปลี่ยนเป็นรถไฟ Jungfrau Railway เพื่อเดินทางขึ้นสู่ Jungfraujoch

อีกทางเลือกที่สะดวกคือเดินทางผ่าน Grindelwald Terminal และใช้ Eiger Express กระเช้าไฟฟ้าแบบ 3S ไปยังสถานี Eigergletscher ก่อนเปลี่ยนเป็น Jungfrau Railway ซึ่งช่วยให้การเดินทางขึ้นสู่พื้นที่ภูเขาสูงรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไป Jungfraujoch แล้ว อินเทอร์ลาเค่นยังเหมาะสำหรับการเที่ยวชมสถานที่ธรรมชาติใกล้เคียง ทั้งหุบเขา Lauterbrunnen หมู่บ้าน Grindelwald และเส้นทางเดินเขาที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิวเทือกเขาแอลป์อย่างใกล้ชิด

อินเทอร์ลาเค่น ประตูสู่ยอดเขาจุงเฟรา Jungfrau

ประวัติการพิชิตยอดเขาจุงเฟรา

ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) มีความสูง 4,158 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นหนึ่งในสามยอดเขาสำคัญของเทือกเขาแอลป์ในแคว้นเบิร์นเนอร์โอเบอร์แลนด์ ร่วมกับ Eiger และ Mönch ก่อนที่จะกลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างในปัจจุบัน จุงเฟราเคยถูกมองว่าเป็นยอดเขาที่แทบไม่สามารถพิชิตได้ เนื่องจากเส้นทางเต็มไปด้วยธารน้ำแข็ง หิมะ และภูมิประเทศที่ยากต่อการเดินทาง

การพิชิตครั้งแรกในปี ค.ศ. 1811

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจุงเฟราเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1811 เมื่อสองพี่น้อง Johann Rudolf Meyer และ Hieronymus Meyer จากเมือง Aarau พร้อมด้วยไกด์ภูเขาชาววาเลส์ Joseph Bortis และ Alois Volken สามารถเดินทางขึ้นถึงยอดจุงเฟราได้สำเร็จ นับเป็นการพิชิตยอดเขาสูงกว่า 4,000 เมตรครั้งแรกของสวิตเซอร์แลนด์ในยุคนั้น

การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากการท่องเที่ยวในปัจจุบันอย่างมาก เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ยังไม่มีรถไฟภูเขา กระเช้า หรือเส้นทางที่สะดวกสำหรับนักเดินทาง คณะของ Meyer ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ธารน้ำแข็งและช่องเขาสูงหลายแห่ง โดยเริ่มต้นจากฝั่งวาเลส์ ก่อนเดินทางผ่าน Lötschenlücke และธารน้ำแข็ง Aletsch แล้วมุ่งหน้าสู่ยอดเขาผ่านบริเวณ Rottalsattel

เส้นทางเต็มไปด้วยความท้าทาย

ความยากของการเดินทางในครั้งนั้นอยู่ที่สภาพภูมิประเทศซึ่งยังแทบไม่มีข้อมูลและแผนที่ที่ละเอียดเพียงพอสำหรับพื้นที่ภูเขาสูง คณะเดินทางต้องเผชิญกับธารน้ำแข็ง หิมะ และรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นน้ำแข็ง โดยบันทึกการเดินทางของสองพี่น้อง Meyer กล่าวถึงช่วงที่พวกเขาพบกับรอยแยกบนธารน้ำแข็ง ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการผ่านไป

เมื่อเดินทางถึงยอดเขา พวกเขาได้ปักเสาบนยอดพร้อมผ้าสีดำเพื่อเป็นสัญลักษณ์ยืนยันความสำเร็จ แต่เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวจากหุบเขาได้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึง ไม่เชื่อว่าพวกเขาสามารถพิชิตจุงเฟราได้จริง

การพิสูจน์ความสำเร็จอีกครั้งในปี ค.ศ. 1812

เพื่อยืนยันว่าการพิชิตครั้งแรกเกิดขึ้นจริง ครอบครัว Meyer จึงจัดการเดินทางขึ้นจุงเฟราอีกครั้งในปี ค.ศ. 1812 การขึ้นครั้งที่สองช่วยยืนยันความสำเร็จของการพิชิตยอดเขาในปี 1811 และทำให้เรื่องราวดังกล่าวได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวลาต่อมา

ความสำเร็จของสองพี่น้อง Meyer และไกด์ชาววาเลส์จึงมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การปีนเขาของสวิตเซอร์แลนด์อย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า แม้ยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะจะดูเหมือนไม่สามารถพิชิตได้ แต่ด้วยความกล้าหาญ ความรู้ด้านภูมิประเทศ และประสบการณ์ของไกด์ ก็สามารถเดินทางขึ้นไปถึงยอดได้

จากยอดเขาที่พิชิตยาก สู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

หลายร้อยปีต่อมา การเดินทางสู่ภูมิภาคจุงเฟราสะดวกขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการก่อสร้าง Jungfrau Railway ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นสู่ Jungfraujoch – Top of Europe ได้โดยไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นยอด Jungfrau จริง

อย่างไรก็ตาม Jungfraujoch ไม่ใช่ยอดเขา Jungfrau แต่เป็นจุดท่องเที่ยวบนสันเขาระหว่าง Jungfrau และ Mönch ที่ระดับความสูงประมาณ 3,454 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถชมยอด Jungfrau และธารน้ำแข็ง Aletsch จากจุดชมวิวได้อย่างใกล้ชิด

ประวัติการพิชิตยอดเขาจุงเฟราในปี ค.ศ. 1811 จึงเป็นเรื่องราวสำคัญที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของการสำรวจเทือกเขาแอลป์ จากภูเขาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพิชิต สู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกสามารถเดินทางมาชื่นชมความงดงามของธรรมชาติได้อย่างสะดวกในปัจจุบัน

การพิชิตยอดเขาจุงเฟรา Jungfrau ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1811

Jungfraujoch – Top of Europe จุดหมายบนความสูง 3,454 เมตร

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการเดินทางมาเที่ยว Jungfrau Region คือ Jungfraujoch – Top of Europe ซึ่งตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป

เส้นทาง Jungfrau Railway ถือเป็นผลงานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง รถไฟจะเดินทางผ่านอุโมงค์ที่เจาะเข้าสู่ภูเขา Eiger และ Mönch ก่อนขึ้นสู่ Jungfraujoch โดยอุโมงค์มีความยาวประมาณ 7 กิโลเมตร และใช้เวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1896 จนถึง ค.ศ. 1912

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางจาก Grindelwald สามารถเลือกใช้ Eiger Express ไปยัง Eigergletscher ก่อนเปลี่ยนเป็น Jungfrau Railway เพื่อเดินทางต่อ การเดินทางแต่ละช่วงจึงมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วิวทุ่งหญ้าและหมู่บ้านบนภูเขา ไปจนถึงภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง

Sphinx จุดชมวิวเหนือธารน้ำแข็งอาเล็ทช์

Sphinx Observation Deck เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการเดินทางสู่ Jungfraujoch – Top of Europe จุดชมวิวบนเทือกเขาแอลป์ที่ตั้งอยู่ที่ความสูงประมาณ 3,571 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จากจุดชมวิวแห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ของเทือกเขาแอลป์และ ธารน้ำแข็งอาเล็ทช์ (Aletsch Glacier) ได้อย่างเต็มตา

เมื่อขึ้นลิฟต์ความเร็วสูงจาก Jungfraujoch มาถึง Sphinx นักท่องเที่ยวจะได้พบกับระเบียงชมวิวที่ยื่นออกไปเหนือภูเขา ท่ามกลางบรรยากาศของหิมะและยอดเขาสูงที่ทอดตัวไกลสุดสายตา ในวันที่สภาพอากาศเปิด วิวจากจุดนี้จะเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาแอลป์อย่างชัดเจน

ชมธารน้ำแข็งอาเล็ทช์จากมุมสูง

ไฮไลท์สำคัญจาก Sphinx คือการชม Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ทอดยาวผ่านภูมิประเทศของเทือกเขาแอลป์ ธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลก Swiss Alps Jungfrau-Aletsch ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนโดย UNESCO จากคุณค่าด้านธรรมชาติและภูมิประเทศอันโดดเด่น

จากระเบียงชมวิว นักท่องเที่ยวจะเห็นผืนธารน้ำแข็งสีขาวทอดยาวท่ามกลางยอดเขาสูง สร้างภาพที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะสามารถมองเห็นแนวเทือกเขาได้ไกลมากยิ่งขึ้น

จุดชมวิวที่สัมผัสได้ทั้งหิมะและภูเขา

บริเวณ Sphinx เป็นพื้นที่ที่สามารถสัมผัสบรรยากาศของโลกแห่งหิมะได้ตลอดทั้งปี แม้จะเดินทางมาในช่วงฤดูร้อนก็ยังสามารถพบกับหิมะและภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนพื้นที่สูงกว่า 3,500 เมตรได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Sphinx ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง อุณหภูมิและสภาพอากาศอาจแตกต่างจากบริเวณเมืองด้านล่างอย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมเสื้อกันหนาว รองเท้าที่เหมาะสม แว่นกันแดด และอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดให้พร้อม

จุดถ่ายภาพพาโนรามาแห่ง Jungfraujoch

ด้วยทัศนียภาพที่เปิดกว้าง Sphinx Observation Deck จึงเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของ Jungfraujoch สามารถเก็บภาพธารน้ำแข็ง ยอดเขาสูง และผืนฟ้าไว้ในเฟรมเดียวกัน หากสภาพอากาศเป็นใจ ภาพของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าจะยิ่งสร้างความประทับใจ

จุดถ่ายภาพพาโนรามาแห่ง ยอดเขาจุงฟราว Jungfraujoch

Ice Palace โลกน้ำแข็งใต้ภูเขา

Ice Palace หรือพระราชวังน้ำแข็ง เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางขึ้นสู่ Jungfraujoch – Top of Europe ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายในเป็นอุโมงค์และทางเดินที่แกะสลักอยู่ภายในธารน้ำแข็ง ให้บรรยากาศราวกับกำลังเดินเข้าสู่โลกแห่งน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้เทือกเขาแอลป์

เดินเข้าสู่โลกน้ำแข็งใต้ Jungfraujoch

Ice Palace มีประวัติย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1930 เมื่อไกด์ภูเขาและช่างฝีมือสองคนเริ่มเจาะและแกะสลักอุโมงค์ภายในธารน้ำแข็งด้วยมือ โดยใช้อุปกรณ์อย่างขวานและเลื่อย จนกลายเป็นทางเดินน้ำแข็งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกใต้ธารน้ำแข็ง

ปัจจุบันทางเดินภายใน Ice Palace ได้รับการดูแลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมอุโมงค์น้ำแข็งได้อย่างปลอดภัย พร้อมสัมผัสบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ภูเขาสูง

ชมประติมากรรมน้ำแข็งสุดประณีต

เสน่ห์ของ Ice Palace ไม่ได้มีเพียงผนังและเพดานที่ทำจากน้ำแข็งเท่านั้น แต่ยังมี ประติมากรรมน้ำแข็ง ที่แกะสลักเป็นรูปสัตว์และรูปทรงต่าง ๆ จัดแสดงอยู่ตามทางเดิน เช่น นกเพนกวิน นกอินทรี และหมี

เมื่อแสงไฟสะท้อนผ่านผิวของน้ำแข็ง จะเกิดประกายและเฉดสีที่แตกต่างกัน ทำให้บรรยากาศภายในดูราวกับโลกน้ำแข็งในเทพนิยาย เป็นอีกหนึ่งจุดที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและเก็บความประทับใจ

สัมผัสความมหัศจรรย์ของธารน้ำแข็ง

การเดินชม Ice Palace ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงลักษณะของ ธารน้ำแข็งอัลไพน์ อย่างใกล้ชิด เพราะอุโมงค์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ธารน้ำแข็งบน Jungfraujoch ความเย็นภายในจึงค่อนข้างมาก แม้จะเดินทางมาในช่วงฤดูร้อนก็ตาม

พื้นและทางเดินบางช่วงอาจมีความลื่นจากน้ำแข็ง จึงควรเดินอย่างระมัดระวังและสวมรองเท้าที่เหมาะกับการเดินบนพื้นที่ภูเขา

อีกหนึ่งไฮไลท์ของ Jungfraujoch

หลังจากชมวิวแบบพาโนรามาจาก Sphinx Observation Deck และสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ Aletsch Glacier แล้ว การเดินเข้าสู่ Ice Palace จะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป จากการชมภูเขาและธารน้ำแข็งภายนอก สู่การสำรวจโลกน้ำแข็งที่อยู่ภายในภูเขา

ชมหิมะและธารน้ำแข็งได้ตลอดทั้งปี

หนึ่งในความพิเศษของ Jungfraujoch คือแม้เดินทางมาในช่วงฤดูร้อน ก็ยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของหิมะและน้ำแข็งได้ เนื่องจากพื้นที่บนภูเขาสูงยังคงมีหิมะและน้ำแข็งอยู่ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม Jungfraujoch ตั้งอยู่บนความสูงกว่า 3,400 เมตร ทำให้อุณหภูมิอาจต่ำกว่าจุดเยือกแข็งแม้ในช่วงฤดูร้อน อีกทั้งสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมเสื้อกันหนาว รองเท้าแบบปิด หมวก ถุงมือ และแว่นกันแดดให้พร้อม โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง

เที่ยวจุงเฟรา Jungfrau สัมผัสความงดงามของสวิตเซอร์แลนด์

ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) เป็นมากกว่ายอดเขาสูงบนเทือกเขาแอลป์ เพราะพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยธรรมชาติและประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ตั้งแต่บรรยากาศของอินเทอร์ลาเค่น การเดินทางผ่านหมู่บ้านและหุบเขา การนั่งรถไฟภูเขา ไปจนถึงการชมวิวจาก Sphinx Observation Deck และสัมผัสความมหัศจรรย์ของธารน้ำแข็งอาเล็ทช์

การเดินทางสู่ Jungfraujoch – Top of Europe จึงเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ควรอยู่ในลิสต์เมื่อมาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ เพราะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาแอลป์บนความสูงกว่า 3,400 เมตร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักปีนเขา

จุงเฟราและ Jungfraujoch จึงเป็นจุดหมายที่ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับความมหัศจรรย์ของวิศวกรรมได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเดินทางมาในฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ภาพของยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ธารน้ำแข็งอาเล็ทช์ และภูมิประเทศของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดยาวสุดสายตา ล้วนสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนได้ไม่รู้ลืม

ขอบคุณรูปภาพจาก: jungfrau.ch // commons.wikimedia // facebook.com/Interlaken-Switzerland

ทัวร์แนะนำ

โปรแกรมทัวร์แนะนำสำหรับคุณ