พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ Louvre Museum ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แลนด์มาร์คปารีส ประเทศฝรั่งเศส - Grazie Travel

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ Louvre Museum ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แลนด์มาร์คปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เมษายน 20, 2020 | by Grazie Travel

ถ้าพูดถึงปารีสมีอีกหนึ่งที่จะเราจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้เมื่อปี ค.ศ. 1793 มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์กาเปเซียง ตัวอาคารเดิมเคยเป็นพระราชวังหลวงตรงมาที่นี่เลย แรกเริ่มลูฟวร์เป็นพระราชวังสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าฟีลิปที่ 2 ในปี ค.ศ. 1190 พอมีการสร้างวังใหม่ในสไตล์เรอเนซองส์แทนป้อมเก่าที่ถูกรื้อทิ้งในสมัยระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 ราชวงศ์ฝรั่งเศสจึงมาพำนักในวังนครปารีสเรื่อยมา กษัตริย์แต่ละพระองค์ต่างก็ต่อเติมตกแต่งในห้พระราชวังมีความโอ่งอ่าง ยิ่งใหญ่สวยงามอวดบารมีจนกระทั่งการปฏิวัติฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ 16 หลังจากนั้นพระราชวังลูฟวร์ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์พิพิธภัณฑ์  ภายในพิพิธภัณฑ์ออกเป็น 3 ปีก ได้แก่ Richelieu อยู่ทางทิศเหนือ Sully เป็นอาคารสี่เหลี่ยมทางทิศตะวันออก และ Denon อยู่ทิศใต้ขนานกับแม่น้ำแซน แต่ละปีกแบ่งเป็นสัดส่วนจัดเก็บศิลปะแบ่งตามประเภทและยุคสมัย นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง รหัสลับดาวินซี (The Davinci Code) ผลงานศิลปะบางชิ้นในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ คุณจะเห็นได้ว่าแต่ละผลงานนั้นมีความงดงามน่าตื่นตาตื่นใจอีกทั้งยังเป็นศิลปะที่ทรงคุณค่า ประเมินราคาไม่ได้ ถ้าคุณได้มาที่นี้รับรองนักท่องเที่ยวที่หลงไหลในความสวยงามของศิลปะที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเป็นประติมากรรมที่บ่งบอกแสดงถึงประวัติศาตร์ความรุ่งเรืองของแต่ละสมัย อย่าพลาดไฮไลต์สำคัญที่มีชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์อย่าง รูปปั้นเทพีวีนัส (Venus de Milo), รูปปั้นเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซ (The Winged Victory of Samothrace), ภาพพิธีบรมราชาภิเษกของจักรพรรดินโปเลียน (Coronation of the Emperor Napoleon) และที่ขาดไม่ได้เลยคือภาพวาดโมนาลิซ่า (Mona Lisa) ของศิลปินดาวินชี (Da Vinci) รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย   ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่าระดับโลกเป็นจำนวนมากกว่า 35,000 ชิ้น จากตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่ 19  ในพื้นที่กว่า 60,600 ตารางเมตร

โมนาลิซา (Mona Lisa) ภาพวาดหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มเป็นปริศนาที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้  ผลงานภาพเขียนสีน้ำมันอันมีชื่อเสียงของเลโอนาโด ดา วินชี  ภาพวาดมีขนาดสูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร ใช้เวลาวาดภาพนี้ 4 ปี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง ตั้งแต่ ค.ศ. 1503–1507 เป็นภาพที่มีชื่อเสียงทั่วโลกภาพหนึ่ง เป็นที่รู้จักในฐานะภาพของสุภาพสตรีที่มีรอยยิ้มอัน ที่ถูกจัดแสดงอยู่กลางห้องโถงใหญ่ มีภาพวาดอื่นๆแขวนอยู่รอบด้าน ผู้คนล้นหลามเบียดเสียดเพื่อชมความงามของเธอที่ถูกดูแลรักษาอย่างดีภายในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุนก่อนหน้านี้ภาพโมนาลิซาเคยถูกขโมยออกไปจากพิพิธภัณฑ์ ต้องตามหากันตั้ง 2 ปี กว่าจะเจอและเอาคืนมาได้ค่ะ

ชื่อภาพ The Wedding at Cana  สร้างงานนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1563 เป็นผลงานชิ้นเอกของ  Paolo Veronese ศิลปินยุคเรอเนสซองส์ผู้นี้จะเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องราว ขณะพระเยซูแสดงปาฏิหาร เสกน้ำเปล่าให้เป็นไวน์ ในงานเลี้ยงแต่งงานที่คานาร์ ปรากฎว่าไวน์หมด  พระองค์จึงรับสั่งให้คนรับใช้ในงานนำโถที่บรรจุน้ำเต็มมาให้กับพระองค์  เมื่อพระองค์เทน้ำออกจากโถนั้นอีกครั้งปรากฎว่ามันได้กลายเป็นไวน์ไปแล้ว  ปรากฎการณ์ในครั้งนั้นได้ถูกบันทึกว่าเป็นปาฏิหารย์ครั้งแรกของพระองค์

อนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ หรือ เทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซ The Winged Victory of Samothrace  เป็นประติมากรรมยุคกรีกเฮเลนิสติก แกะสลักจากหินอ่อนแสดงภาพเทพีไนกี้หัวขาดกางปีก สร้างขึ้นในราว 300 ปีก่อนคริสตกาลเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของกรีซในการรบที่ซาโมเทรซ ถูกค้นพบบนเกาะซาโมเทรซ ประเทศกรีซในปี ค.ศ. 1863 ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1884 นับเป็นหนึ่งในสุดยอดงานศิลปะล้ำค่าของพิพิธภัณฑ์ และหนึ่งในประติมากรรมที่มีชื่อเสียงของโลก ด้วยเส้นสายที่อ่อนช้อยของปีกที่กางออก และเสื้อผ้าที่พริ้วไหวราวกับต้องกระแสลมเมื่อเทพีไนกี้กำลังร่อนลงสู่พื้นดิน

ประติมากรรมหินอ่อนแกะสลักรูปเทพีวีนัส (Venus De Milo) หรือเทพีแห่งความรักของกรีกโบราณ คาดว่ามีอายุกว่า 2,100 ปี ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 8 เมษายน ปีค.ศ. 1820 โดยเกษตรกรที่มีชื่อว่า Yorgos Kentrotas เขาได้ค้นพพชิ้นส่วนของรูปปั้นวีนัส บริเวณที่พบที่เกาะมิโล แถบทะเลเอเจียน ขณะที่หักเป็นสองท่อนโดยบังเอิญไม่พบแขนทั้งสองข้าง แต่ถูกยกให้เป็นงานประติมากรรมสตรีที่สวยที่สุดในโลก รูปปั้นนี้ถูกปั้นโดย Alexandros of Antioch ประติมากร ยุคประติมากรรมกรีกโบราณ แม้ว่าแขนทั้งสองข้างของรูปปั้นจะขาดไป แต่ก็ยังคงความสวยงาม และความละเอียดอ่อนของงานศิลป์ไว้อย่างครบถ้วน ด้วยวีนัสเป็นเทพีแห่งความรัก นักท่องเที่ยวจึงนิยมขอพรด้านความรักกับรูปปั้นนี้ เพื่อให้ได้มีความรักที่สมหวังยืนยาว

เสรีภาพนำทางชาวประชา เป็นภาพวาดโดยเออแฌน เดอลาครัว เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการปฏิวัติเดือนกรกฎาคมใน ค.ศ. 1830 ซึ่งล้มพระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส ภาพวาดนี้ใช้สีน้ำมันบนผ้าใบ แสดงสตรีคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐานของแนวคิดเสรีภาพ) กำลังพาผู้คนเดินข้ามเครื่องกั้นและกองศพไปข้างหน้า โดยถือธงการปฏิวัติฝรั่งเศส ในมือข้างหนึ่งและปืนคาบศิลาในมืออีกข้างหนึ่ง ภาพนี้ถือเป็นภาพที่ดีที่สุดภาพหนึ่งของเดอลาครัว

ไดแอนาแห่งแวร์ซายเป็นประติมากรรมหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่กว่าคนจริงเล็กน้อย ของเทพีกรีกอาร์ทิมิส หรือเทพีโรมันเทพี ไดแอนาในประติมากรรมชิ้นนี้เป็นสตรีนักล่าสัตว์ที่มีร่างกายออกไปทางบุรุษ โดยมีกวางเป็นเพื่อนเดินทาง ไดแอนามองไปทางขวาอาจจะมองไปยังกวาง มือขวายกขึ้นในท่าที่เตรียมจะดึงศรออกจากกระบอก เครื่องแต่งกายเป็นแบบกรีกโบราณ สวมรองเท้าแตะงานชิ้นนี้เป็นงานที่ก๊อบปี้จากงานเดิมเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือ คริสต์ศตวรรษที่ 2 จากงานประติมากรรมกรีกเดิมที่เชื่อกันว่าสร้างโดยเลโอคารีสราว 325 ก่อนคริสต์ศักราชที่สูญหาย

            ห้องชุดของนโปเลียนที่ 3 ภายในห้องแตกแต่งมีความงดงาม ในห้องล้อมรอบ ชุดเก้าอี้ โซฟา สีสันสดใสของผ้ากำมะหยี่สีแดงและสีทองตัดกัน โคมไฟระย้าสวยสะดุดตาขนาดใหญ่ บนเพดานของห้องมีภาพวาดที่สวยงาม ผนังของห้องมีรูปปั้นต่างๆประดับอยู่ทำให้ห้องนี้เต็มไปด้วยมีความหรูหรา

ขอบคุณรูปภาพจาก commons.wikimedia.org