เที่ยวรัสเซีย มอสโคว์ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก - Grazie Travel

เที่ยวรัสเซีย มอสโคว์ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

มีนาคม 6, 2020 | by Grazie Travel

ประเทศรัสเซียนั้น คนไทยสามารถเข้าไปเที่ยวโดยไม่ต้องขอวีซ่ารัสเซียได้นานถึง 30 วันเลยนะคะ ทำให้เราไปเที่ยวรัสเซียได้สะดวกสบายในระดับหนึ่ง ประเทศรัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ระหว่าง 2 ทวีป คือ ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป มีภูมิอากาศที่หนาว-หนาวจัด แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือ สถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เมืองและสถานที่ท่องเที่ยวรัสเซียมีอยู่หลากหลาย ทั้งเมืองชนบทแนวรักษ์ธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ เมืองหลวงเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และพระราชวังที่สำคัญมากมาย รวมไปถึงเมืองสมัยใหม่ที่ยังมีกลิ่นอายศิลปะดั้งเดิม ดินแดนหมีขาวแห่งนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

วิหารเซนต์ เดอะซาเวียร์ 

วิหารเซนต์ เดอะซาเวียร์ หรือที่เรียกกันว่า มหาวิหารโดมทอง (St. Saviour Cathedral) เป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซียและสูงที่สุดในโลก ยอดมหาวิหารมีสีทองตัวอาคารสีขาว  ตั้งอยู่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Moskva เมืองมอสโก สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ ที่ 1 สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระผู้เป็นเจ้า และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ หลังจากที่รัสเซียรอดพ้นจากภัยสงครามกับ “นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส (Napoleon Bonaparte)โดยมหาวิหารเซนต์เดอะซาเวียร์ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 45 ปี ในสมัยของสตาลิน เคยสั่งให้ทุบทำลายมหาวิหารแห่งนี้ จนกระทั่งในสมัยประธานาธิบดีบอริส เยลซิน จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งด้วยเงินบริจาคและพลังความศรัทธาของผู้คน ดังนั้นที่นี่จึงเป็นที่รักและศูนย์รวมจิตใจของประชาชน มหาวิหารโดมทองแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญระดับชาติทางคริสตศาสนาของประเทศรัสเซียค่ะ

สถานีรถไฟใต้ดินกรุงมอสโคว์ 

สถานีรถไฟใต้ดินกรุงมอสโคว์ – ถือได้ว่าเป็นระบบขนส่งรถไฟฟ้าใต้ดินที่ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังถือได้ว่ารถไฟฟ้าใต้ดินมอสโคเป็นระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีความสวยงามมากที่สุดในโลก มีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมการตกแต่งภายในสถานี ตกแต่งด้วยผนังหินอ่อนอย่างดี รายล้อมด้วยรูปปั้นของอดีตผู้นำ และตกแต่งด้วยภาพเขียนอันวิจิตรตระการตาบอกเล่าประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ใต้แสงไฟจากโคมแชนเดอเลีย รวมทั้งการประดับลวดลายแบบโมเสก ถูกนำมาเป็นองค์ประกอบหลักในการตกแต่งภายใน เน้นการตกแต่งด้วยโทนสีที่ทำให้สถานีมีความโปร่งโล่งสบายตา ทั้งนี้เพื่อทำให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่ในสถานที่ที่อยู่ใต้ดิน สร้างขึ้นในระยะเริ่มแรกนั้นถือเป็นสถานีที่มีโครงสร้างต้นแบบของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมอสโคทั้งหมด

พระราชวังเครมลิน

การเยี่ยมเยียนรัสเซียอาจไม่สมบูรณ์แบบไปได้หากไม่ได้แวะมาที่ พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) สถานที่ซึ่งล้อมรอบด้วยป้อมปราการใจกลางกรุงมอสโค ตั้งอยู่หน้าริมแม่น้ำมอสโก เปรียบเสมือน หัวใจที่สำคัญของประเทศรัสเซีย เครมลิน เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่อันสวยงามและถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดของมอสโก องค์กรUNESCO ได้จัดให้พระราชวังเคลมลิน เป็นมรดกของโลก อาคารรูปทรงทันสมัย มีขนาดใหญ่โต สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1959-1961 เพื่อใช้เป็นที่สำหรับการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ปกติแล้วอาคารหลังนี้ไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมภายใน แต่จะเปิดใช้งานในโอกาสสำคัญใหญ่ๆเท่านั้น เช่น งานบัลเลต์นานาชาติ งานประชุมนานาชาติ บางครั้งก็ใช้เป็นที่จัดแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ภายในอาคารประกอบไปด้วยห้องประชุมใหญ่ที่สามารถจุคนได้มากถึง 6,000 คน และห้องย่อยเล็กๆ อีกกว่า 800 ห้อง และยังมีสถาปัตยกรรมอีกมากมายเช่น The Senate คืออาคารสีอิฐรูปทรงสามเหลี่ยมมียอดโดมใหญ่ๆ เป็นที่พักของประธานาธิบดีของรัสเซีย และใช้เป็นอาคารต้อนรับผู้นำจากต่างประเทศอีกด้วย Armoury Chamber เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บของมีค่าโบราณเช่น ชุดเครื่องเงิน-เครื่องทองที่มีลวดลายสลักงดงาม, อาวุธ, ชุดเกราะทหาร, รถม้าของพระจักรพรรดินี, บัลลังก์ของพระเจ้าซาร์, ราชรถ ฯลฯ, The Daimond Fund เป็นห้องกรุมหาสมบัติที่เก็บของมีค่ามหาศาลจำพวกเครื่องประดับ มงกุฎ เพชรพลอย ฯลฯ, Twelve Apostles Church เป็นโบสถ์หลังเดียวที่ไม่มียอดโดมสีทอง ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม ด้านล่างถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์, Tsar Cannon (ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์), จตุรัสวิหาร (Cathedral Square/Sobornaya Square) คือลานจัตุรัสใหญ่ใจกลางเครมลินที่ล้อมรอบโดยอาสนวิหารโบราณหลายหลัง ที่สำคัญและเก่าแก่ได้แก่ Assumption Cathedral, Archangel Cathedral และ Annunciation Cathedral และ Ivan Bell Tower, Ivan the Great Bell-Tower: หอระฆังอิวาน

พิพิธภัณฑ์อาร์มเมอร์รี่แชมเบอร์

เป็นสถานที่เก็บสมบัติล้ำค่าของรัสเซียกว่า 4,000 ชิ้นส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยศาสตราวุธต่างๆของกษัตริย์พระเจ้าซาร์ ก่อสร้างตามบัญชาของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 เพื่อเป็นที่เก็บของสะสมของเจ้าชายมัสโควี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 – 15 ต่อมามีการต่อเติม ด้วยฝีมือของ สถาปนิก I.V. Yegotov Z ก่อนที่จะสร้างอาคารแห่งใหม่ ด้วยการออกแบบของ Konstantin Andreyevich Thon เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมทรัพทย์สมบัติอันล้ำค่าซึ่งใช้ในงานพระราชพิธีเหรียญกล้าหาญ คลังแสง มีการแกะสลักงานโลหะติดทอง และงานลวดลายประดับเส้นลาย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 – ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีสมบัติอันล้ำค่ามากมาย เช่น มงกุฎพระราชินีแคเธอรีน (Catherine’s Imperial Crown) ประกอบด้วยอัญมณีประมาณ 5,000 ชิ้น พร้อมด้วยเพชรชาห์ (Shah) ที่ชาห์ มิร์ซา (Shah Mirza) นำมาถวายพระเจ้าชาร์นิโคลัสที่ 1 , มงกุฎโมนามาด (Monomachus Cap) มงกุฎของเจ้าชายแห่งศตวรรษไบเซนไทน์ มีพระนามว่า คอนสแตน ติน (Constantine Monomachus) มงกุฎโมโนมาดุส ทำขึ้นตั้งแต่ในปีค.ศ. 1547 และถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ ของพระเจ้าซาร์ทุกพระองค์ที่ต้องสวมมงกุฎโมโนมาดุส ตอนทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งจะประกอบด้วยคทา และลูกโลก , ดไข่ฟาแบร์เช่ (Faberge Eggs) ที่แรกเริ่มนั้นมีช่างทองประจำราชสำนักได้เป็นผู้ริเริ่มผลิตผลงาน ไข่อิสเตอร์ ถวายแด่พระเจ้าซาร์ในว้นอีสเตอร์ ซึ่งชุดไข่ฟาแบร์เช่ นี้เป็นที่โปรดปรานอย่างมากของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 มาจนถึงพระโอรสพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้น ก็ได้จัดหาเครื่องเงินจากทางแถบประเทศยุโรปที่มีความสวยงามมากในทั้ง รูปแบบรูปทรง ลวดลายที่คลาสสิกแบบฉบับยุโรปและเครื่องราชบรรณาการจากประเทศต่างๆ ที่ได้นำมาจัดแสดงไว้เช่น อังกฤษ ฮอลแลนด์ เดนมาร์ก โปแลนด์ และสวีเดน

โบสถ์อาร์คแอนเจล ไมเคิล

โบสถ์นิกายออร์ธอดอกซ์แห่งนี้เริ่มการก่อสร้างในปี พ.ศ.2417 แต่ใช้เวลาถึง 16 ปีกว่าจะประสบความสำเร็จ หลังจากติดภาวะปัญหาด้านการเงิน หินสำหรับโบสถ์ใหม่นำมาจากกำแพงป้อมอเล็กซานเดรีย และถือเป็นอาคารที่ก่อขึ้นแห่งแรกที่ปักหมุดในย่านที่เติบโตเป็นใจกลางเมืองโซชิ ณ ปัจจุบัน หากชื่นชอบสำรวจประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยง ยังสามารถเดินไปชมซากปรักหักพังของป้อมอเล็กซานเดรียบริเวณใกล้เคียงกันได้ด้วย อเล็กซานเดอร์ คามินสกี้ ออกแบบโบสถ์สีขาวราวหิมะขึ้นด้วยผังแบบไม้กางเขน ตรงกลางเป็นโดมตั้งตระหง่านตรงกลาง แม้ว่าขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะมีความยาวเพียง 25 เมตร และกว้าง 17 เมตร และหอระฆังสูง 34 เมตร แต่ก็เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย โดยเฉพาะการเป็นโบสถ์แห่ง เซนต์ ไมเคิล ดิ อาร์คแองเจิล ที่เป็นนักบุญประจำเมืองโซชิ ปัจจุบันโบสถ์ได้รับการอนุรักษ์อย่างสมบูรณ์

ระฆังพระเจ้าซาร์ ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์

ระฆังอันใหญ่โตนี้หล่อขึ้นในปี 1735 เพื่อจักรพรรดินี Anna Ivanovna เข้าไปใกล้ๆ เพื่อดูขนาดอันมโหฬารให้เต็มตา ระฆังนี้สูง 6 เมตรและมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 เมตร เช่นเดียวกับปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ ระฆังนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในระฆังที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน ระฆังนี้มีชิ้นส่วนหลุดหายไปเนื่องจากถูกน้ำเย็นหกใส่หลังจากเผาไฟ ทำให้มีชิ้นส่วนแตกหักและหลุดออก ในปี 1836 จึงได้มีการนำระฆังมาจัดแสดงพร้อมกับชิ้นส่วนที่หลุดไป ระฆังพระเจ้าซาร์และปืนใหญ่พระเจ้าซาร์เป็นตัวอย่างผลงานศิลปะชิ้นโตอันเลื่องชื่อของรัสเซีย ขนาดอันใหญ่โตและความงดงามเป็นตัวดึงดูดให้ผู้คนมาเยี่ยมชม

จัตุรัสแดง

จัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสกลางเมืองของของกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย จัตุรัสแดงมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 695 เมตร มีขนาดพื้นที่รวม 23,100 ตารางเมตร ในอดีตเคยเป็นตลาด และกลายมาเป็นสถานที่สวนสนามของกองทัพเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางการทหารในยุคที่สหภาพโซเวียตรุ่งเรือง และปัจจุบันเป็นพื้นที่ให้ชาวมอสโก และนักท่องเที่ยวออกมาเดินเล่น ถ่ายรูป และพบปะสังสรรค์ จัตุรัสแดงอาจถือได้ว่าเป็นจัตุรัสกลางกรุงมอสโกและทั้งประเทศรัสเซียเพราะถนนสายสำคัญทุกสายของกรุงมอสโกจะวิ่งตรงออกจากจัตุรัสแดงแห่งนี้ นอกจากนี้ จัตุรัสแดงยังเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์เบซิล และสุสานวลาดิมีร์ เลนินอีกด้วย ชื่อจัตุรัสแดงมักเข้าใจผิดว่า คำว่า “แดง” ในชื่อจัตุรัส มาจากสีของคอมมิวนิสต์ หรือสีของอิฐในบริเวณนั้นที่เป็นสีแดง แต่แท้จริงแล้วชื่อจัตุรัสแดง ซึ่งในภาษารัสเซียดั้งเดิมมีความหมายว่า สวยงาม แต่เมื่อภาษามีวิวัฒน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ความหมายจากสวยงามก็กลายเป็นสีแดง ทำให้เรียกกันว่าจัตุรัสแดง หรือ Red Square นั่นเอง

วิหารเซนต์บาซิล

วิหารเซนต์บาซิล ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก สร้างโดยซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย เพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมืองคาซาน มหาวิหารเซนต์บาซิลมีรูปทรงที่ไม่เหมือนโบสถ์อื่น คือมีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่อยู่ตรงกลาง ทำให้อาคารมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก หอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นหอคอยสูงรูปแท่งเทียนกำลังลุกไหม้บนปลายลำเทียน ส่งความโชติช่วงชัชวาลย์เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงทำให้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า ซาร์อีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิกผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก จึงเป็นที่มาของสมญานามอีวานผู้โหดร้าย บริเวณใกล้กันกับมหาวิหารเซนต์เบซิลขนาบข้างด้วยกำแพงเครมลิน เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเลนินหรือสุสานเลนิน ซึ่งเก็บรักษาร่างของวลาดีมีร์ เลนิน ผู้นำคนสำคัญของคอมมิวนิสต์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเคารพศพได้

หอนาฬิกาซาวิเออร์

อาคารทรงแหลงสูงซึ่งเป็นอาคารศิลปะโกธิก ตั้งอยู่บนป้อมสปาสสกายา ที่มียอดเป็นนาฬิกา เมื่อมองขึ้นไปบนยอดหอนาฬิกาจะเห็นว่ามสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกที่ทำจากทับทิมน้ำหนักถึง 20 ตัน ประดับอยู่บนนั้นตามความหมายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นผู้นำสัญลักษณ์ดาวดวงนี้ประดับไว้เมื่อปี 1995 ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าหอนาฬิกาซาวิเออร์นั้นมีรูปทรงที่อาจจะดูคล้ายคลึงกันกับหอนาฬิกาบิกเบนแห่งอังกฤษอยู่บ้าง คนรัสเซียเล่าสู้กันฟังมาว่าหอนาฬิกาแห่งนี้มีการปรับเวลาที่ไม่ตรงเลยจนมีการร้องเรียนกันมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ จนมาเรื่อยๆก็เลื่อนสถานะเป็นนาฬิกาเทียบเวลาที่มีความสำคัญมากของรัสเซีย

ห้างสรรพสินค้ากุม

ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย สร้างในปีค.ศ.1895 เป็นอาคารสูง 3 ชั้น อาคารที่ออกแบบโดย Aleksander Pomerantsev ในรูปแบบที่เรียกว่า Russian Revival มีหลังคากระจกโค้ง โครงเหล็กให้แสงส่องเข้ามาให้ความสว่างแก่ตัวอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน มีร้านค้าเปิดให้บริการมากมายสำหรับให้ผู้ที่เดินทางหรือผู้ที่ชอบการช้อปปิ้งถึง 200 ร้านค้าด้วยกัน เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตและสวยงาม มีความโดดเด่น จำหน่ายสินค้าจำพวกแบรนด์เนม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง น้ำหอม และสินค้าที่เป็นประเภทของที่ระลึก ซึ่งมีให้เลือกกันอย่างหลากหลายทีเดียว

วิหารนักบุญเซนต์ เซอร์เจียส

วิหารนักบุญเซนต์ เซอร์เจียส เป็นอาคารหินสีขาวยอดโดมสีทองขนาบด้วยสีฟ้าประดับดาวสีทองทางขวามือที่เรียกว่า The Cathedral of the Assumption ภายในอาคารเพดานสูงตามลักษณะของโดมนั้นอัดแน่นด้วยจิตรกรรมเขียนสีบนปูนเปียกสีสวยเป็นภาพนักบุญขนาดใหญ่ ความอร่ามเรืองของ Iconostasis หรือฉากกั้นระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ซึ่งจะมีในโบสถ์ออร์ทอดอกซ์ทุกแห่ง ตกแต่งด้วยแชนเดอเลียร์ช่อยักษ์ตรงกลางโถง ด้านข้างมีหอระฆังเก่าแก่ และบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ มีเรื่องเล่าว่าน้ำจากบ่อน้ำมนต์นี้เคยรักษาคนตาบอดให้กลับมองเห็นได้ จึงมักเห็นคนเอาขวดตั้งแต่ขวดเล็กๆ จนเป็นแกลลอนมารองน้ำกัน เช่นเดียวกับในอาคารเล็กข้างโบสถ์ที่เรียกว่าห้องสวดย่อยเหนือบ่อผุดศักดิ์สิทธิ์ (Chapel Over the Well) ก็มีบ่อน้ำผุดอยู่ในนั้น เป็นอีกจุดที่คนมักจะมาเก็บน้ำมนต์กัน

ตลาดอิสไมโลโวเครมลิน

ตลาดอิสไมโลโวเครมลิน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.2003 โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นศูนย์วัฒนธรรม – พิพิธภัณฑ์ การบันเทิง และแหล่งการเรียนรู้ ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานเเต่งงาน งานประชุม งานแสดงศิลปะต่างๆ ด้านหน้าทางเข้าของ Izmailovo Kremlin จะมองเห็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นศิลปะเก่าเเก่ดั้งเดิมของรัสเซีย เป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงาม ด้านในจะพบกับจตุรัสกลาง (Central Square) อาคารที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นในบริเวณนี้คือ Palace of the Russian Repast และโบสถ์ St. Nicholas และภายในมีพิพิธภัณฑ์หลากหลายประเภท กระจายอยู่ทั่วบริเวณตามอาคารที่มีรูปทรงหลากหลาย ตกเเต่งในสไตล์รัสเซียโบราณ และบริเวณด้านข้างของ Izmailovo Kremlin เป็นที่ตั้งของ Izmailovo Market ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้าของฝาก-ของที่ระลึกพื้นเมืองหลากหลายประเภทและชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงมอสโคว เช่น ตุ๊กตาเเม่ลูกดก เสื้อผ้า หมวก นาฬิกา เครื่องประดับ ฯลฯ สินค้าที่นี่มีราคาไม่เเพง จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก   

ล่องเรือแม่น้ำมอสควา

ล่องเรือไปตามแม่น้ำมอสควา สัมผัสบรรยากาศเมืองมอสโควสองข้างทาง ชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันคลาสสิคของอาคารต่างๆ ตลอดสองฝากฝั่งแม่น้ำพร้อมรับประทานอาหารชมบรรยากาศแสงไฟยามค่ำคืน

จัตุรัสพระราชวัง

จัตุรัสพระราชวังเป็นสถานที่ตั้งของอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดหลายแห่งของรัสเซีย ซึ่งต่างตั้งอยู่ติดกันไม่ไกล นอกจากนี้ จัตุรัสแห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับถนนสายหลักหลายแห่งของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และมีสถาปัตยกรรมที่ชวนให้เหลียวมอง จัตุรัสแห่งนี้ออกแบบโดย คาร์โล รอสซี และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1829 จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมาย รวมถึงวันอาทิตย์ทมิฬ ซึ่งเป็นการสังหารหมู่ผู้ประท้วงที่ไร้อาวุธโดยกองกำลังของซาร์ในปี 1905 รวมถึงการโจมตีพระราชวังฤดูหนาวโดยกลุ่มบอลเชวิกในปี ภายในมีพระราชวังฤดูหนาวที่ตั้งอยู่ในสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1762 อาคารสีเขียวและขาวอันหรูหราแห่งนี้มีห้องกว่า 1,057 ห้อง และหน้าต่างกว่า 1,945 บาน วังซึ่งเคยเป็นสถานที่พำนักของแคทเธอรีนมหาราชินีแห่งนี้ ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์แอร์มิทาชที่รวบรวมงานศิลปะไว้มากมาย เมื่อเดินข้ามจัตุรัสไปยังอาคารเจเนอรัลสตาฟ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน โดยอาคารมีหลังคาโค้งสีเหลืองขนาดมหึมาที่จะนำคุณไปสู่ถนน เนฟสกี ปรอสเปคต์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักแห่งหนึ่งของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในอดีตนั้น อาคารเจเนอรัลสตาฟเป็นสถานที่ทำการของกองทัพ แต่ก็ได้มาเป็นอาคารของรัฐในปัจจุบัน อาคารแห่งนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน โดยปีกของอาคารทั้งสองด้านมีความยาวโอบล้อมตลอดทั้งแนวจัตุรัส ส่วนตรงกลางลานขจัตุรัสพระราชวังนั้นจะเป็นอนุสาวรีย์สาหินพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ส้รางเพื่อระลึกถึงพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 เป็นรูปนางฟ้าถือไม้กางเขนเหยียบงูอยู่บนยอดเสาหินแกรนิตสีแดง

พระราชวังแคทเธอรีน

พระราชวังฤดูร้อนที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโลก โดยพระราชวังนั้นถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Peter The Great) หรือในช่วงระหว่างปี1717-1723  เป็นพระราชวังหลวงอันสวยงาม เป็นที่พักผ่อนในฤดูร้อนของพระมเหสีองค์โปรดคือ พระนางแคทเธอรีนที่ 1 โดยพระราชวังถูกสร้างขึ้นในสไตล์สถาปัตยกรรมแบบคลาสิก ตกแต่งประดับประดาผนังห้องด้วยลายปูนปั้นต่างๆ เพดานเขียนภาพเฟรสโก้ ที่มีความสวยงามมาก ว่ากันว่าทั้งพระราชวังและรูปปั้นตกแต่งประดับประดาด้วยทองคำกว่า 100 กิโลกรัม ถึงขนาดมีข่าวลือว่าหลังคาของวังเป็นทองคำแท้ๆเลยทีเดียว แต่พระราชวังก็ได้ถูกทำลายโดยกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับความเสียหายอย่างมาก  และถูกสร้างใหม่ในช่วงระหว่างปี 1743-1756  เข้าไปเยือนภายในเพื่อประทับใจไปกับการตกแต่งอันตระการของวัง มีห้องมากกว่า 20 ห้อง ที่สามารถเข้าไปภายในโถงใหญ่ (Great Hall) หรือโถงแห่งแสง (Hall of Light) ซึ่งตั้งชื่อตามการประดับตกแต่งสีทองอย่างอลังการจนก่อเกิดเป็นภาพอร่ามเมื่อแสงสดใสตกต้อง ส่วนประกอบอื่นๆ ที่โดดเด่นของวัง ได้แก่ ห้องอำพัน (Amber Room) ที่มีความหรูหราในลักษณะเดียวกันเนื่องจากมีการตกแต่งฝาผนังด้วยโมเสคสีอำพันที่งามอร่าม

พระราชวังฤดูร้อนเปโตรควาเรสต์

เตอร์ฮอฟ (Peterhof Palace) ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลบอลติก ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดพระราชวังที่มีสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดในโลก และมีความงดงามอลังการจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศรัสเซีย พระราชวังฤดูร้อนเปโตรวาเรสแห่งนี้เป็นของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช  แต่เดิมพระเจ้าปีเตอร์มหาราช  ได้เสด็จไปเยือนที่ประเทศฝรั่งเศสและทอดพระเนตรเห็นและทรงประทับใจในความงดงามของสถาปัตยกรรมพระราชวังแวร์ซายส์ จึงได้รับสั่งให้มีการสร้างพระราชวังตามแบบของพระราชวังแวร์ซายส์ จนออกมาเป็นพระราชวังฤดูร้อนเปโตรวาเรสสวยงามดั่งในปัจจุบันนี้ พระราชวังฤดูร้อนเปโตรวาเรสแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อน ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์เพื่อพักผ่อนและใช้เพื่อล่าสัตว์ ภายในพระราชวังมีสิ่งก่อสร้างที่มีความงดงามอลังการตั้งแต่ ตัวของพระราชวังอันใหญ่โต มีน้ำพุถึง 100 แห่ง สวนตอนล่าง และ สวนตอนบน รูปปั้น และน้ำตก ซึ่งบ่งบอกถึงประติมากรรมและวิศวกรรมที่ผสมผสานกับศิลปะเข้ากับภูมิประเทศได้อย่างลงตัว

มหาวิหารเซนต์ไอแซค

วิหารเซนต์ไอแซคถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1710 ตามเจตจำนงของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช แต่เดิมเป็นโบสถ์ไม้ โดยใช้หินแกรนิตชิ้นเดียวขนานกว่า 118 ตัน จำนวน 48 ชิ้นเพื่อนำมันมาเป็นฐานรองรับโดมที่ใหญ่ติดระดับโลกอีกชิ้นหนัก 67 ตัน บนพื้นที่กว่า 4000 ตารางเมตร เพื่อให้เป็นมหาวิหารที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มียอดโดมทองใช้ทองคำแผ่นปิดหนักรวม 100 กิโลกรัม โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ภายในเริ่มจากประตูทางเข้าหน้าวิหาร ทำจากไม้โอ๊กและสัมฤทธิ์มีน้ำหนักถึง 6 ตัน ด่านในจะประกอบไปด้วยรูปหล่อของเหล่าบรรดานักบุญชื่อดังอยู่ที่ผนังห้องดินกว่าหนึ่งล้านใบ เพื่อทำให้เกิดเสียงดังกังวาน มีการใช้หินอ่อนหลากสีและการละเลงสีน้ำลงไปเป็นงานตกแต่งภายในแต่มันก็ลบเลือนตามกาลเวลา ภายในมีงานแกะสลัก และมีการประดับประดาด้วยโมเสกแทน เช่น มาคาไคล ลาปิสลาสุลีสีเขียวโดดเด่นและหินอ่อนคุณภาพดีหลากสีตามด้วยเครื่องตกแต่งที่ทำด้วยสำริดเครือบทองคำเปลวมูลค่าสูงและหายากมากๆอยู่ในวิหารด้วย ยังมีงานของศิลปินอยู่ในนั้นอีกมากทั้งภาพปูนเปียก รูปปูนปั้นแกะสลักถูกใช้แต่งโบสถ์ แต่ที่เด่นที่สุงคงเป็นภาพของแม่มาดอนน่าของช่างเอก งานทั้งหมดภายนอกและภายในเพื่อความอลังการด้วยช่างฝีมือดีทั่วรัสเซียกว่า 200 คน

ขอบคุณรูปภาพจาก www.kremlin-izmailovo.com// Wikimedia Commons