เที่ยวบริกเกน เบอร์เกน เพื่อสัมผัสหนึ่งในภาพจำที่โดดเด่นที่สุดของประเทศนอร์เวย์ ย่านแห่งนี้มีอาคารไม้หลากสีเรียงรายอยู่ริมอ่าวโวเกน ใจกลางเมืองเบอร์เกน เมื่อมองจากอีกฝั่งของท่าเรือ จะเห็นแนวหลังคาทรงจั่วที่มีเอกลักษณ์ พร้อมฉากหลังของภูเขาซึ่งโอบล้อมเมืองเอาไว้
อย่างไรก็ตาม บริกเกนไม่ได้มีเพียงมุมถ่ายภาพสวยเท่านั้น พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของยุโรปเหนือ โดยเฉพาะการค้าปลาแห้งจากนอร์เวย์ ปัจจุบัน อาคารเก่าหลายหลังได้รับการปรับเป็นร้านค้า คาเฟ่ สตูดิโอ และพิพิธภัณฑ์ นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินชมสถาปัตยกรรม พร้อมเรียนรู้เรื่องราวในอดีตได้ภายในพื้นที่เดียวกัน
ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บริกเกนจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 และกลายเป็นสถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางมาเยือนเมืองเบอร์เกน ข้อมูลจาก UNESCO World Heritage Centre
ทำความรู้จักย่านบริกเกน ประเทศนอร์เวย์
บริกเกน หรือ Bryggen เป็นย่านท่าเรือเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมอ่าวโวเกนในเมืองเบอร์เกน ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ คำว่า Bryggen ในภาษานอร์เวย์มีความหมายเกี่ยวข้องกับท่าเทียบเรือหรือแนวท่าเรือ
เมืองเบอร์เกนเริ่มมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ต่อมาในราวปี ค.ศ. 1350 สันนิบาตฮันเซียติกได้จัดตั้งสำนักงานการค้าในเมือง พ่อค้าจากยุโรปเหนือจึงเข้ามาควบคุมการค้าปลาแห้งจากนอร์เวย์ตอนเหนือ รวมถึงสินค้าอื่นที่ขนส่งผ่านท่าเรือแห่งนี้
ดังนั้น บริกเกนจึงไม่ใช่หมู่บ้านชาวประมงโบราณตามที่มักเข้าใจกัน แต่เป็นย่านท่าเรือและศูนย์กลางการค้าของพ่อค้าฮันเซียติก ซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจของเมืองเบอร์เกนและยุโรปเหนือมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ประวัติบริกเกนจาก UNESCO
ประวัติของบริกเกนและสันนิบาตฮันเซียติก
ในยุคกลาง สันนิบาตฮันเซียติกเป็นเครือข่ายเมืองการค้าและพ่อค้าที่มีอิทธิพลในยุโรปเหนือ พ่อค้าจากเยอรมนีเดินทางมายังเบอร์เกนเพื่อนำธัญพืชและสินค้าจากยุโรปมาแลกเปลี่ยนกับปลาแห้งจากภาคเหนือของนอร์เวย์
ปลาแห้งเป็นสินค้าสำคัญ เนื่องจากสามารถเก็บรักษาได้นานและขนส่งข้ามทะเลได้สะดวก การค้าเหล่านี้ช่วยให้เบอร์เกนเติบโตเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่สำคัญของยุโรปเหนือ ขณะเดียวกัน อาคารในบริกเกนก็ถูกใช้เป็นทั้งสำนักงาน โกดังเก็บสินค้า และที่พักของพ่อค้า
อย่างไรก็ตาม อาคารไม้ในย่านนี้ต้องเผชิญกับเพลิงไหม้หลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1702 หลังจากนั้น อาคารส่วนใหญ่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ตามรูปแบบและผังเดิม จึงยังคงสะท้อนลักษณะของชุมชนการค้าในอดีต
ต่อมา ในปี ค.ศ. 1955 เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอีกครั้ง การขุดค้นหลังเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักโบราณคดีค้นพบซากอาคารและวัตถุจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดเผยเรื่องราวชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองเบอร์เกนช่วงยุคกลาง
จุดเด่นเมื่อมาเที่ยวบริกเกน เบอร์เกน
การมาเยือนบริกเกนไม่ควรหยุดอยู่เพียงการถ่ายภาพด้านหน้าอาคาร นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปตามตรอกไม้ แวะชมพิพิธภัณฑ์ และสำรวจสถานที่รอบท่าเรือได้อีกหลายแห่ง

อาคารไม้หลากสีริมท่าเรือ
ภาพของอาคารไม้สีแดง เหลือง ส้ม และขาวที่ตั้งเรียงกันริมอ่าว เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำบริกเกนได้ทันที อาคารเหล่านี้มีหน้าจั่วแคบและทรงสูง เพราะในอดีตพื้นที่ริมท่าเรือมีจำกัด
ด้านหน้าของอาคารอาจดูคล้ายกัน แต่เมื่อเดินเข้าไปด้านในจะพบโครงสร้างไม้ ทางเดิน และพื้นที่แคบที่เชื่อมระหว่างอาคาร ปัจจุบัน หลายหลังเปิดเป็นร้านขายสินค้าท้องถิ่น งานศิลปะ ของที่ระลึก คาเฟ่ และร้านอาหาร

ตรอกไม้ภายในบริกเกน
ด้านหลังแนวอาคารสีสันสดใสมีทางเดินไม้ซึ่งทอดลึกเข้าไประหว่างอาคาร บางช่วงมีบันได ระเบียง และทางเชื่อมขนาดเล็ก บรรยากาศบริเวณนี้แตกต่างจากด้านหน้าที่ติดกับท่าเรืออย่างชัดเจน
นักท่องเที่ยวควรเดินอย่างระมัดระวัง เพราะพื้นไม้และทางเดินบางส่วนอาจลื่น โดยเฉพาะหลังฝนตก นอกจากนี้ พื้นที่บางแห่งยังเป็นสถานที่ทำงานของศิลปินและผู้ประกอบการ จึงควรเคารพป้ายและขอบเขตของแต่ละอาคาร
Hanseatic Museum และ Schøtstuene
พิพิธภัณฑ์ฮันเซียติกนำเสนอเรื่องราวของพ่อค้าชาวเยอรมันที่เคยทำงานและอาศัยอยู่ในบริกเกน ส่วน Schøtstuene เป็นพื้นที่รวมอาคารที่เคยใช้เป็นห้องประชุมและพื้นที่รับประทานอาหารของชุมชนพ่อค้า
การเข้าชมช่วยให้เข้าใจว่า เหตุใดบริกเกนจึงมีความสำคัญต่อระบบการค้าระหว่างนอร์เวย์กับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป นอกจากนี้ ยังทำให้เห็นสภาพความเป็นอยู่และกฎระเบียบของชุมชนพ่อค้าในอดีตได้ชัดเจนขึ้น ข้อมูลจาก Visit Bergen

ควรใช้เวลาเที่ยวบริกเกนนานเท่าไร
หากต้องการเดินถ่ายภาพและชมอาคารด้านนอก สามารถใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง อย่างไรก็ตาม หากต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ เดินตามตรอกไม้ และเที่ยวสถานที่ใกล้เคียง ควรจัดเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน
สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ การเข้าร่วมทัวร์พร้อมผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เข้าใจรายละเอียดของอาคาร ระบบการค้า และเรื่องราวของผู้คนในยุคกลางมากขึ้น ทัวร์บางเส้นทางเริ่มต้นจาก Bryggens Museum และพาเดินผ่านพื้นที่สำคัญภายในย่าน ข้อมูลทัวร์จาก Bymuseet i Bergen
การเดินทางไปยังย่านบริกเกน
บริกเกนตั้งอยู่ในใจกลางเมือง จึงเดินทางได้สะดวกจากสถานีรถไฟ ท่าเรือ และสถานีรถโดยสาร หากพักในย่านใจกลางเมือง นักท่องเที่ยวสามารถเดินมายังบริกเกนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์
ส่วนการเดินทางจากสนามบิน Bergen Airport เข้าสู่ใจกลางเมือง สามารถใช้รถไฟรางเบาหรือรถโดยสารสนามบิน จากนั้นจึงเดินต่อหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะมายังบริเวณท่าเรือ
เนื่องจากใจกลางเมืองมีถนนคนเดินและพื้นที่จอดรถจำกัด การเดินหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะจึงสะดวกกว่าการนำรถยนต์เข้ามาในบริเวณนี้
ข้อแนะนำก่อนเที่ยวบริกเกน เบอร์เกน
เบอร์เกนเป็นเมืองที่มีฝนตกได้บ่อย ผู้เดินทางจึงควรเตรียมเสื้อกันฝนหรือร่มขนาดเล็ก แม้จะเดินทางในฤดูร้อนก็ตาม นอกจากนี้ รองเท้าที่กันน้ำและเกาะพื้นได้ดีจะช่วยให้เดินบนพื้นไม้หรือพื้นหินได้ปลอดภัยขึ้น
ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือพิงอาคารไม้โดยไม่จำเป็น เพราะอาคารหลายหลังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงไม่ควรสูบบุหรี่หรือใช้เปลวไฟใกล้อาคาร
เวลาเปิดของพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และสถานที่ท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล วันหยุด หรือกิจกรรมพิเศษ ดังนั้น ควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง
สรุปเสน่ห์ของย่านบริกเกน
การ เที่ยวบริกเกน เบอร์เกน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้พบทั้งสถาปัตยกรรมไม้หลากสี ประวัติศาสตร์การค้าของยุโรปเหนือ และบรรยากาศเมืองท่าริมฟยอร์ดภายในสถานที่เดียวกัน
แม้บริกเกนจะผ่านเหตุเพลิงไหม้และการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุค แต่อาคารยังคงได้รับการสร้างและอนุรักษ์ตามรูปแบบดั้งเดิม จึงช่วยถ่ายทอดภาพของเมืองการค้าในยุคกลางมาจนถึงปัจจุบัน
ไม่ว่าจะมาเดินถ่ายภาพ สำรวจตรอกไม้ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ หรือชมเมืองจากยอดเขา Fløyen บริกเกนก็เป็นจุดหมายสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางมาเยือนเบอร์เกนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น